กระต่ายกับเต่านิทานที่ยังคงคำสอนได้อย่างดี

หลายคนเคยฟังนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าเพราะเป็นนิทานที่ดังมาก ดังขนาดที่ว่าคนที่ไม่เคยฟังก็ยังรู้ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร ที่เป็นแบบนั้นได้เพราะว่าเนื้อเรื่องมันเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ใครต่างก็รู้ได้

แต่ถ้าใครไม่รู้จริง ๆ ว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไรผมจะสรุปคร่าว ๆ ให้ฟังนะครับ เรื่องก็คือกระต่ายกับเต่าเค้าจะแข่งวิ่ง ทีนี้พอปล่อยตัวไปได้สักระยะกระต่ายก็วิ่งนำไปไกลมาก แต่แทนที่กระต่ายจะรีบวิ่งเข้าเส้นชัย กระต่ายกลับคิดว่ายังไงเจ้าเต่าก็ไม่สามารถแซงตัวเองได้ กระต่ายเลยแวะนอนกลางทาง จนเวลาล่วงเลยไปเรื่อย ๆ ในที่สุดเจ้าเต่าที่เดินมาช้า ๆ ก็แซงกระต่ายไป พอกระต่ายตื่นขึ้นมาก็รีบวิ่งเพื่อเข้าเส้นชัย แต่ภาพที่เห็นคือเจ้าเต่ากำลังเข้าเส้นชัย และเจ้าเต่าเป็นผู้ชนะในการแข่งครั้งนี้

ในโลกของความเป็นจริงนั้น เราไม่รู้ว่าเราเป็นเต่าหรือกระต่ายจนกว่าจะเริ่มการแข่งขัน เพราะถ้าเราลงแข่งในสนามที่เราถนัดเราก็จะเป็นกระต่าย แต่ถ้าเราลงในสนามที่ไม่ถนัดเราก็จะเป็นเต่า แต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรว่าเราจะแข่งขันอะไร เพราะถ้าเราเป็นกระต่ายในการแข่งขันนั้น ๆ เราก็แค่วิ่งตลอดอย่าหยุดพักแค่นี้เราก็จะไม่แพ้แล้ว และขณะเดียวกัน ถ้าในการแข่งขันเราเป็นเต่าก็ขอให้เราเดินหน้าไปสู่เส้นชัยให้ได้ เพราะไม่แน่ว่ากระต่ายอาจจะนอนระหว่างทางก็เป็นได้

เห็นไหมครับว่ามันไม่มีอะไรสำคัญหรอกครับว่าเราจะสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว หรือเดินหน้าได้ช้า ที่สำคัญคือถ้าเราไม่หยุดกลางทางยังไงซะมันก็ต้องสำเร็จเข้าสักวันครับ

ถ้าเราเป็นเต่าเรานั้นช้าเหลือเกินเราจะทำยังไงดีหล่ะ ? ในโลกความจริงนั้นถึงเราจะเดินได้อย่างเชื่องช้า แต่ถ้าเราทำไปเรื่อย ๆ และทำซ้ำ ๆ เราจะเริ่มทำได้เร็วขึ้น จนสุดท้ายเราจะเป็นคนที่เร็วที่สุด ตรงนี้เองที่ต่างกับการเป็นเต่าในนิทาน

ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากให้เรานำตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร ให้เราคิดเสียว่าเราแข่งอยู่กับตัวเองเพียงแค่นี้ก็พอแล้วครับ เพราะการนำตัวเองไปแข่งขันกับคนอื่นมันทำให้เรากดดัน สุดท้ายผมอยากให้เพื่อน ๆ วิ่งเร็วแบบกระต่ายและทำอย่างไม่หยุดยั้งอย่างเจ้าเต่า

เรื่องที่น่าสนใจก็คือ ถ้าเรารู้ว่าเราลงสนามไหนแล้วเราจะวิ่งได้เร็วราวกับกระต่ายเราก็ควรจะลงสนามนั้น และลงมือทำมันเรื่อย ๆ อย่าหยุด เพราะถ้าเราหยุดเจ้าเต่าก็พร้อมที่จะวิ่งแซงเราเหมือนกัน