กระต่ายกับเต่านิทานที่ยังคงคำสอนได้อย่างดี

หลายคนเคยฟังนิทานเรื่องกระต่ายกับเต่าเพราะเป็นนิทานที่ดังมาก ดังขนาดที่ว่าคนที่ไม่เคยฟังก็ยังรู้ว่าเนื้อเรื่องจะเป็นอย่างไร ที่เป็นแบบนั้นได้เพราะว่าเนื้อเรื่องมันเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ใครต่างก็รู้ได้

แต่ถ้าใครไม่รู้จริง ๆ ว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไรผมจะสรุปคร่าว ๆ ให้ฟังนะครับ เรื่องก็คือกระต่ายกับเต่าเค้าจะแข่งวิ่ง ทีนี้พอปล่อยตัวไปได้สักระยะกระต่ายก็วิ่งนำไปไกลมาก แต่แทนที่กระต่ายจะรีบวิ่งเข้าเส้นชัย กระต่ายกลับคิดว่ายังไงเจ้าเต่าก็ไม่สามารถแซงตัวเองได้ กระต่ายเลยแวะนอนกลางทาง จนเวลาล่วงเลยไปเรื่อย ๆ ในที่สุดเจ้าเต่าที่เดินมาช้า ๆ ก็แซงกระต่ายไป พอกระต่ายตื่นขึ้นมาก็รีบวิ่งเพื่อเข้าเส้นชัย แต่ภาพที่เห็นคือเจ้าเต่ากำลังเข้าเส้นชัย และเจ้าเต่าเป็นผู้ชนะในการแข่งครั้งนี้

ในโลกของความเป็นจริงนั้น เราไม่รู้ว่าเราเป็นเต่าหรือกระต่ายจนกว่าจะเริ่มการแข่งขัน เพราะถ้าเราลงแข่งในสนามที่เราถนัดเราก็จะเป็นกระต่าย แต่ถ้าเราลงในสนามที่ไม่ถนัดเราก็จะเป็นเต่า แต่มันก็ไม่ได้สำคัญอะไรว่าเราจะแข่งขันอะไร เพราะถ้าเราเป็นกระต่ายในการแข่งขันนั้น ๆ เราก็แค่วิ่งตลอดอย่าหยุดพักแค่นี้เราก็จะไม่แพ้แล้ว และขณะเดียวกัน ถ้าในการแข่งขันเราเป็นเต่าก็ขอให้เราเดินหน้าไปสู่เส้นชัยให้ได้ เพราะไม่แน่ว่ากระต่ายอาจจะนอนระหว่างทางก็เป็นได้

เห็นไหมครับว่ามันไม่มีอะไรสำคัญหรอกครับว่าเราจะสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว หรือเดินหน้าได้ช้า ที่สำคัญคือถ้าเราไม่หยุดกลางทางยังไงซะมันก็ต้องสำเร็จเข้าสักวันครับ

ถ้าเราเป็นเต่าเรานั้นช้าเหลือเกินเราจะทำยังไงดีหล่ะ ? ในโลกความจริงนั้นถึงเราจะเดินได้อย่างเชื่องช้า แต่ถ้าเราทำไปเรื่อย ๆ และทำซ้ำ ๆ เราจะเริ่มทำได้เร็วขึ้น จนสุดท้ายเราจะเป็นคนที่เร็วที่สุด ตรงนี้เองที่ต่างกับการเป็นเต่าในนิทาน

ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากให้เรานำตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร ให้เราคิดเสียว่าเราแข่งอยู่กับตัวเองเพียงแค่นี้ก็พอแล้วครับ เพราะการนำตัวเองไปแข่งขันกับคนอื่นมันทำให้เรากดดัน สุดท้ายผมอยากให้เพื่อน ๆ วิ่งเร็วแบบกระต่ายและทำอย่างไม่หยุดยั้งอย่างเจ้าเต่า

เรื่องที่น่าสนใจก็คือ ถ้าเรารู้ว่าเราลงสนามไหนแล้วเราจะวิ่งได้เร็วราวกับกระต่ายเราก็ควรจะลงสนามนั้น และลงมือทำมันเรื่อย ๆ อย่าหยุด เพราะถ้าเราหยุดเจ้าเต่าก็พร้อมที่จะวิ่งแซงเราเหมือนกัน

พ่อยอดนักคิด ไอเดียมีเยอะเลยจะทำอย่างไรดี

เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมากเลยครับ เวลาที่ผมถามหลายคนต่อหลายคนว่าอยากทำธุรกิจอะไรไหม หลายคนก็ตอบว่าอยากทำ แต่สุดท้ายก็จะมาจนมุมที่คำว่า จะทำอะไรดี แต่ผิดกับผมที่มีไอเดียมากมายผุดขึ้นมาในหัว ทำให้ผมอยากทำนู่น ทำนี้ ทำนั้นอยู่ตลอดเวลา แต่ขณะเดียวกันผมเองก็กำลังทำธุรกิจหนึ่ง ๆ อยู่เหมือนกัน

ผมมีประสบการณ์ผ่านการทำธุรกิจมามากมายและก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า และประสบการณ์ที่ผมได้รับมาหนึ่งอย่างคือ เราไม่ควรทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อม ๆ กัน เพราะจะทำให้เราไม่สามารถทำมันได้อย่างเต็มที่ เพราะต้องแบ่งเวลาการทำหลาย ๆ อย่าง ซึ่งจะเป็นต้นเหตุในการทำให้ธุรกิจของเราล้มเหลวในอนาคตได้

แต่การที่มีไอเดียผุดขึ้นมาในหัวนี้ก็ไม่ได้เรื่องแย่เสียทีเดียว มันเป็นสัญญาณให้เรารู้ว่า เรายังคงคิดถึงความก้าวหน้าและยังโหยหาความสำเร็จอยู่เสมอ ดังนั้นสิ่งที่เราควรจะทำก็คือการจัดการกับไอเดียที่ผุดขึ้นมาในสมอง

สำหรับผมเมื่อก่อนผมเลือกที่จะลงมือทำมันทันที เพราะผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ลงมือทำมันก็ย่อมไม่มีวันสำเร็จ ใช่ครับการที่เราไม่ลงมือทำมันจะไม่สำเร็จ แต่การทำหลาย ๆ อย่างพร้อมกันมันก็ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน ดังนั้นวิธีการจัดการกับไอเดียใหม่ ๆ ของผมก็แสนจะง่ายเหลือเกินครับ

ผมจะจดไอเดียที่คิดขึ้นมาในตอนนั้นลงใส่สมุดเอาไว้ก่อนครับ แล้วทิ้งมันเอาไว้อย่างนั้นแหละ ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปสักพักแล้วจึงกลับมาอ่านสมุดที่เราได้จดไอเดียต่าง ๆ เอาไว้

หลายครั้งที่ผมกลับมาอ่านไอเดียที่ผมเคยคิดไว้ ผมจะรู้สึกเสมอว่าไอเดียนั้นเป็นสิ่งที่ดี น่าจะทำมัน แต่ว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่มีแนวโน้มที่จะสำเร็จมากกว่า ผมก็จะหยุดไอเดียใหม่ ๆ เอาไว้เสียก่อน และมุ่งมั่นทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่อย่างเต็มกำลังต่อไป

เห็นไหมครับว่าการจัดการกับไอเดียใหม่ ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย แค่รอให้เวลาล่วงเลย เราก็จะสามารถยับยั้งความรู้สึกอยากทำธุรกิจด้วยไอเดียใหม่ ๆ เหล่านี้ได้ หรืออีกวิธีหนึ่งที่ผมอยากจจะนำเสนอเกี่ยวกับการจัดการไอเดียใหม่ ๆ นั่นก็คือ การแนะนำไอเดียต่าง ๆ ที่เราคิดให้กับคนที่ไม่มีไอเดียนั่นเอง

คุณสมบัติร่วมของคนที่ประสบความสำเร็จ

แน่นอนว่าหลายคนยังคงโหยหาความสำเร็จ หลายคนที่เริ่มลงมือ หลายคนไม่ลงมือทำ หลายคนทำแล้วล้มเหลว หลายคนทำแล้วติดปัญหา ผมเองก็เหมือนกันครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาก่อนแล้ว และทุกสิ่งที่ผมทำมาผมทำด้วยตัวเองคิดเองทำเอง โดยไม่เคยได้ลองศึกษาว่าความสำเร็จของคนอื่นเป็นอย่างไรบ้าง

ระยะหลังมานี้ผมได้เริ่มศึกษาประวัติความสำเร็จของคนอื่นดูบ้างว่าเค้าทำกันอย่างไร เพื่อที่จะได้นำประสบการณ์ความสำเร็จของคนเหล่านั้นมาปรับใช้กับตัวเอง จนวันนี้ผมได้อ่านบทความหนึ่งที่เขียนสรุปเกี่ยวกับหนังสือ Think and grow rich ที่เขียนโดย นโปเลียน ฮิลล์

ในย่อหน้าสุดท้ายของบทความนี้สรุปได้ค่อนข้างโดนใจผมนั้นคือ ความร่ำรวยเป็นผลของการมีอุปนิสัยและวิธีคิดที่แตกต่าง ซึ่งข้อความนี้แหละครับที่บอกได้ว่าคุณสมบัติร่วมของคนที่ประสบความสำเร็จคือ วิธีคิด และ อุปนิสัย

ไม่รอช้าผมเริ่มถามตัวเองเลยว่า ตัวผมเองนั้นมีคุณสมบัตินเหล่านี้หรือยัง และผมก็ตอบตัวเองได้ว่า ตอนนี้วิธีคิดของผมนี้ก็น่าจะเทียบเท่าคนที่ประสบความสำเร็จได้แล้ว แต่ว่าในเรื่องของอุปนิสัยอาจจะต้องปรับปรุงเพิ่ม

แนวทางการปรับปรุงอุปนิสัยที่ผมจะทำก็เป็นเรื่องธรรมดา ๆ ครับ เช่นการลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ มุ่งมันทำต่อไป (ไม่ใช่การดึงดัน) อดทนทำให้เป็นวินัยละเฝ้ารอวันที่ผลิดอกออกผล

ผมเองก็จะพยายามปรับตัวเองเพื่อ ให้มีคุณสมบัติร่วมของคนที่ประสบความสำเร็จ แล้วเพื่อน ๆ หล่ะครับพร้อมที่จะปรับสบความสำเร็จหรือยัง มาเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการสร้างคุณสมบัติร่วมของคนที่ประสบความสำเร็จ

ต่อมอยากรู้อยากเห็นเริ่มทำงาน กับกลยุทธ์ของลงทุนแมน

ณ ปัจจุบันนี้ Ad ตัวหนึ่งที่เราเห็นอยู่บ่อย ๆ ผ่านหน้าผ่านตาเข้ามา ก็คือ Ad ของลงทุนแมน ที่มีรูปเป็นผู้ชายใส่สูทและหมวกกันน็อก และเมื่อกด Ad เข้าไปแล้วส่วนใหญ่จะเป็นบทความที่เขียนให้เราอ่านได้อย่างสนุกสนานน่าติดตาม ในขณะที่อ่านก็ได้ข้อคิดต่าง ๆ จากบทความตามสมควร แต่ว่าก็อดสงสัยไม่ได้ว่าลงทุนแมนเค้าทำธุรกิจอะไรกันแน่

เพราะส่วนใหญ่ท้ายบทความก็จะมี Link ไปสู่หน้าขายหนังสือของลงทุนแมน และ Link ไปหน้าดาวน์โหลด Application เลยทำให้ผมค่อนข้างงงว่าจริง ๆ แล้วลงทุนแมนเค้าทำอะไรกันแน่

แต่พอมานึกตรึกตรองดี ๆ ผมคิดว่าเค้าก็คงจะขายหนังสือนี้แหละเพราะดูจากสำนวนการเขียนบทความที่ค่อนข้างดี และสุดท้ายยังยิง Link ไปยังหน้าขายหนังสือ แต่สำหรับ Application อันนี้ผมก็ไม่รู้เช่นกัน

ที่น่าสนใจก็คือการเขียนบทความแบบนี้ ทำให้ผมคนหนึ่งละครับที่เกิดความอยากรู้อยากเห็น ผมว่านี้แหละเป้าหมายการตลาดของเค้าแหละครับ แต่สุดท้ายผมก็จะยังไม่ซื้อหนังสือของเค้าแต่อย่างใดครับ ค่อย ๆ หาคำตอบไปเรื่อย ๆ

สิ่งแรกที่ต้องทำในการลงทุนหรือการเริ่มทำธุรกิจคือการเปลี่ยนความคิด

จากบทความก่อนหน้าที่ผมเคยเขียนไว้ว่าผมจะใช้เวลาพักผ่อน โดยการไม่ทำอะไรเลยไปประมาณ 3 เดือน แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วเป็นไม่ได้เลยครับที่ผมจะอยู่เฉย ๆ นั้นก็เพราะว่ามันขัดกับความรู้สึกผม โดยเฉพาะถ้าผมไม่ทำอะไรเลยก็จะยิ่งอึดอัด นั้นหมายความว่าผมไม่ได้พักผ่อนเลยนั้นเอง มาถึงตรงนี้ผมก็บอกตัวเองได้แล้วว่าการพักผ่อนที่ดีของผมก็คือการทำอะไรบางอย่างแต่อย่าหักโหมนั้นเอง

และในช่วงเวลาที่ผ่านมาประมาณ 1 เดือน ผมก็ได้เริ่มอ่านหนังสือบ้าง เช่น แนวคิดในการทำธุรกิจ หลักการในการลงทุนต่าง ๆ มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันเลยจากหนังสือหลาย ๆ เล่มได้กล่าวถึง และผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จ นั้นก็คือการปรับความคิดให้เป็นแง่บวก

ผมใช้เวลาศึกษาจากประสบการณ์คนอื่นอยู่นานพอควรว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ไม่ใช่แค่เรื่องของการลงทุนนะครับ เราจะต้องทำการเปลี่ยนความคิดของเราก่อนครับแล้วค่อยลงมือทำ ซึ่งผมก็ลองเอาแนวคิดนี้มาใช้เลยครับเกี่ยวกับเรื่องของการพักผ่อนของผมนี้แหละครับ

ผมได้ความว่าการพักผ่อนนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าเราทำกิจกรรมที่จะพาเราไปสู่ความสำเร็จและทำให้มีความสุขไปด้วยก็จะเป็นการพักผ่อนไปด้วยอีกทางหนึ่ง และวิธีการที่จะทำให้ผมได้พักผ่อนไประหว่างการเดินทางนั้นก็คือการปรับความคิดนี้แหละครับ โดยผมคิดไว้เสมอว่าทุกอย่างที่ผมทำลงไปนั้นดีที่สุดแล้วครับ แล้วก็ทำมันให้สม่ำเสมอก็จะทำให้เราประสบความสำเร็จได้

ถึงตรงนี้การยกตัวอย่างของผมอาจจะไม่ค่อยชัดเจน เอาเป็นว่าใครที่อยากประสบความสำเร็จไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามให้เราเปลี่ยนความคิดจากแง่ลบเป็นแม่บวกให้ได้ แค่นั้นแหละครับเราจะเจอเรื่องดี ๆ แน่นอนครับ

อยากประสบความสำเร็จ อยากร่ำรวย อยากสบาย จะทำอะไรดี ?

หลายครั้งที่ผมได้พบปะกับเพื่อน ๆ เราก็จะเห็นความก้าวหน้าของเพื่อนเรา ทั้งหน้าที่การงาน ทั้งครอบครัว หรือรวมไปถึงความอ้วนด้วยเช่นกัน เวลาที่เราไปเจอกันบทสนทนาก็จะวนเวียนซ้ำ ๆ คือการพูดคุยเกี่ยวกับสารทุกข์สุขดิบ และหัวข้อหนึ่งที่จะต้องคุยกันเลยก็คือเรื่องการทำธุรกิจ

หลายคนมีความคิดอยากทำธุรกิจแต่ไม่รู้จะทำธุรกิจอะไรดีหรือบางคนก็ไม่คิดที่จะอยากทำธุรกิจเลย แต่สำหรับบทความนี้ผมจะเขียนเกี่ยวกับการที่อยากทำธุรกิจเท่านั้นนะครับ

แต่หลายอย่างมันก็ไม่ได้ง่ายเสมอไป การเริ่มทำธุรกิจนั้นมันยากตั้งแต่ออกตัวแล้วครับ กับความคิดที่ว่าทำอะไรดี ทำยังไง คู่แข่งเยอะจัง ทำไม่เป็น ทำไม่ไหว สุดท้ายเลยทำให้เราล้มเลิกตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มทำ ซึ่งตรงนี้แหละครับคือปัญหาอันดับแรกที่เราต้องเจอ ผมเลยอยากจะมาแนะนำวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้นะครับ

Continue reading อยากประสบความสำเร็จ อยากร่ำรวย อยากสบาย จะทำอะไรดี ?

ลดน้ำหนักง่าย ๆ 10 วัน ผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง

สวัสดีครับเพื่อน ๆ หลังจากที่ผมได้ประกาศไปแล้วว่าจะเริ่มทำการลดน้ำหนัก ตอนนี้เวลาก็ผ่านล่วงเลยไปถึง 10วันแล้ว ผมเลยจะมารายงานความก้าวหน้าให้ได้ทราบกันครับ

  • น้ำหนัก ณ ตอนเริ่มต้นคือ 88KG
  • น้ำหนัก ณ ปัจจุบัน (ผ่านไป 10วัน) 85KG

สรุปคือผมสามารถลดน้ำหนักได้ 3KG ในระยะเวลาเพียง 10วันเท่านั้น ผมเข้าใจว่าในระยะเริ่มต้นนั้นน้ำหนักจะลดลงเร็วมาก ๆ เป็นเรื่องปกติ เพราะทุกครั้งที่ผมเริ่มลดน้ำหนักในระยะแรกก็จะลงแบบนี้แหละครับ

วิธีการลดน้ำหนักของผมก็คือ เลิกกินขนมหวานทุกชนิด แล้วก็กินเน้นกินอาหารประเทศต้มมากกว่าประเภททอดหรือผัด และก็กินในปริมาณที่คนไม่อ้วนเค้ากินกัน เช่น ปกติผมกินสองจานก็ลดเหลือจานเดียว ให้เท่ากับคนที่เค้าไม่อ้วนกินกัน (อย่าไปเทียบกับพวกที่กินเยอะแต่ไม่อ้วนหล่ะ)

จดบันทึกทุกวัน เพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงว่าเราสามารถลดน้ำหนักได้มากน้อยเท่าไหร่ แต่จริง ๆ ไม่อยากให้คาดหวังว่าตัวเลขต้องลดลงไปมากหรือน้อย เพราะจริง ๆ การลดน้ำหนักที่ถูกต้องมันคือการปรับนิสัยในการกินของเรา คือการปรับให้เรากินในปริมาณที่เท่ากับคนปกติ ซึ่งถ้าเราเปลี่ยนนิสัยได้รับรองน้ำหนักเราจะลดลงอย่างแน่นอน และวิธีการนี้แหละครับที่มั่งคงและยั่งยื่น

ห้ามอดอาหารเด็ดขาด อันนี้สำคัญมากนะครับ แม้ว่าการอดอาหารจะทำให้น้ำหนักลดลงเร็วก็ตาม แต่สุดท้ายร่างกายเราจะเหนื่อยล้า ทำให้หิวและถ้าเราทนไม่ไหวจะทำให้เรากินเข้าไปเยอะกว่าเดิม ซึ่งก็จะทำให้เรากลับมาอ้วนอีกครั้ง และการฝึกนิสัยในการกินในปริมาณที่พอเหมาะก็จะพังไปด้วย

และนี้เป็นผลลัพธ์ในการลดน้ำหนักของผมในระยะเวลา 10 วัน พร้อมวิธีการลดแบบง่าย ๆ คือการเปลี่ยนนิสัยในการกิน(จริง ๆ มันไม่ง่ายเลยครับ) ใครที่กำลังจะลดน้ำหนักอยู่ก็ลองดูได้ครับ

วิธีการเลือกบทสนทนาเพื่อการฝึกทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษ

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเริ่มต้นการฝึกการฟังภาษาอังกฤษ โดยผมได้พยายามเปิดฟังคลิปบน Youtube ไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ผมสนใจและไม่สนใจ และแน่นอนในการเริ่มฝึกการฟังวันแรกนั้นผมไม่สามารถฟังรู้เรื่องได้เลยว่าคนพูดเค้าต้องการจะสื่ออะไร จะรู้เรื่องบ้างก็แค่บางคำที่เราเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง ซึ่งล้วนแต่เป็นคำง่าย ๆ ทั้งสิ้น

จากการลองฟังบน Youtube หลายคลิป ทำให้ผมได้รู้ว่าการฝึกฟังบน Youtube นั้นไม่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดฟัง นั้นเพราะว่าหลาย ๆ คลิปบน Youtube นั้นไม่มี Subtitle นั่นหมายความว่าเราจะไม่รู้เลยว่าคนพูดนั้นพูดคำว่าอะไร ในกรณีที่เราฟังไม่ออก แต่ถ้าคลิปไหนมี Subtitle ก็ดีไปนะครับ การฟังไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ การฟังต้องฟังให้รู้นะครับว่าเค้าพูดคำว่าอะไร ถ้าเราไม่เคยได้ยินคำนั้น ๆ มาก่อนเราจะไม่รู้เลยว่าเค้าพูดว่าอะไร ดังนั้น Subtitle จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในช่วงเริ่มต้น

หลาย ๆ คลิปที่ผมฟังนั้นมักจะมีความยาวตั้งแต่ 5 นาที เป็นต้นไป ผมรู้สึกว่ามันนานจนเกินไป ซึ่งในความคิดผมสำหรับมือใหม่ที่ยังมีคลังคำศัพท์ไม่เยอะแบบผมไม่น่าที่จะเริ่มต้นด้วยการฟังความยาว 5 นาที ผมมองว่าเราควรจะเริ่มจากการฟังบทสนทนาที่ความยาว 1-2 นาทีไปก่อน พอเริ่มได้คำศัพท์มาก ๆ ค่อยขยับไปที่ระดับ 5 นาที

การเลือกเรื่องที่น่าสนใจเองก็มีผลอยู่เหมือนกัน เพราะบางทีถ้าเราตั้งใจะจะฝึกฟังอย่างเดียว แต่ดันไปฟังเรื่องที่เราไม่ได้สนใจ หรือเราไม่มีความรู้มาเลย จะทำให้เราไม่อยากฟัง เพราะไม่รู้ว่าจะฟังไปทำไมในเมื่อไม่สนใจ ดังนั้นควรเลือกเรื่องที่เราสนใจ จะทำให้เราฟังได้เข้าใจง่ายขึ้น และสามารถฝึกฝนได้นานขึ้น

ดังนั้นแล้วบทสนทนาที่เหมาะสำหรับคนเริ่มต้นคือ

  1. ต้องมี Subtitle ประกอบ
  2. มีความยาวประมาณ 1-2 นาที แต่ถ้ามีเวลามากพอจะฟังสัก 5 นาทีก็ได้
  3. เป็นเรื่องที่เราสนใจ

ส่วนวิธีการฝึกก็คือ

  1. ให้ฟังแบบปิด Subtitle ก่อน โดยฟังซ้ำไปซ้ำมาประมาณ 4-5 รอบ
  2. หลังจากนั้นให้เราจดคำที่เราได้ยินลงกระดาษ คำไหนฟังไม่ออกให้ว่างไว้
  3. เปิดฟังพร้อมกับตรวจสอบคำศัพท์ที่เราจดลงบนกระดาษ
  4. เปิด Subtitle พร้อมกับการฟังประมาณ 2-3 รอบ
  5. ตรวจสอบแก้ไขคำศัพท์ที่เราจดว่าถูกต้องหรือไม่
  6. คำที่เว้นว่างเอาไว้ หรือคำไหนที่เราไม่รู้จักให้ศึกษาเพิ่มเติม
  7. เขียนบทสนทนาให้ถูกต้องตาม Subtitle ให้หมด
  8. ฟังบทสนทนาพร้อมกับอ่านข้อความฉบับที่เราแก้ไขหมดแล้ว
  9. ฟังแบบไม่ต้องดู Subtitle และข้อความที่เราจดไว้

ค่อย ๆ ทำทุกวัน ทำไปเถอะไม่ต้องคิดมากเรื่องรู้เรื่องไม่รู้เรื่อง เพราะการฝึกฟังนั้นมันไม่สามารถฝึกให้ฟังเป็นได้ใน 1 วัน ค่อย ๆ ทำไป

แผนระยะสั้น 3 เดือน ก่อนจะปีใหม่

จากโพสที่แล้วผมได้เขียนเกี่ยวกับทางตันที่ผมกำลังเจอ และพอเริ่มหาคำตอบมันทำให้ผมได้พบว่าผมต้องการการพักผ่อนก่อนที่จะเริ่มทำโครงการอีกครั้ง และการพักผ่อนครั้งนี้ผมวางแผนเอาไว้ว่าจะพักเป็นเวลา 3 เดือน

ซึ่งถ้าผ่านระยะเวลา 3 เดือนนี้ไปก็จะเป็นปีใหม่พอดี จริง ๆ แล้วถ้าเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงปีใหม่ก็น่าจะนานกว่า 3 เดือนนิดหน่อย เพราะวันที่ผมเริ่มทำการพักผ่อนคือวันที่ 13 กันยายน

คำว่าพักผ่อนของผมนั้นไม่ได้หมายความว่าไม่ทำอะไรเลย เพียงแต่ว่าผมพักโครงการที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จเอาไว้ก่อน แล้วผมก็จะทำอะไรอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับความสำเร็จ และสิ่งที่ผมวางแผนไว้ว่าจะทำในช่วงระยะเวลา 3 เดือนนี้ก็คือ

1. ลดน้ำหนัก

ตอนนี้ผมอ้วนมาก โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 88KG ซึ่งเป็นน้ำหนักที่เยอะที่สุดที่ผมเคยมีมา เพราะเมื่อก่อนผมเป็นคนตัวผอมจะหนักประมาณ 48-55KG เท่านั้น ดังนั้นแล้วนี้คือช่วงเวลาดี ๆ สำหรับ 3 เดือนที่จะใช้ลดน้ำหนัก โดยวิธีการของผมที่จะทำก็คือการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายเล็กน้อย เพราะอ้วนมากทำให้ออกกำลังกายหนัก ๆ แบบเมื่อก่อนไม่ได้

2. ฝึกภาษาอังกฤษ

หลายต่อหลายครั้งที่ผมพยายามฝึกภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ลืมไปว่ากำลังฝึกภาษาอังกฤษอยู่เพราะมัวแต่ไปทำอย่างอื่น ครั้งนี้ผมไม่รู้นะว่าระยะเวลา 3 เดือนจะทำให้ผมพัฒนาภาษาอังกฤษได้เท่าไหร่ แต่ผมก็จะลองทำให้ดีที่สุด โดยสิ่งที่ผมจะทำคือเน้นไปที่การฟัง และการพูดประโยคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน **ผมจะพยายามทำมันทุกวันไม่ให้ขาด

3. ช่วยภรรยาเพิ่มยอดขายสินค้าออนไลน์

ในเมื่อโครงการต่าง ๆ ถูกหยุดไป 3 เดือน ผมก็จะพอมีเวลาที่จะช่วยแบ่งเบาภรรยา หรือนำความรู้ที่ผมมีมาช่วยเพิ่มยอดขายให้ภรรยา เช่น การลงโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ การจัดโปรโมชั่นที่ภรรยาผมไม่ค่อยถนัดนัก หรือแม้กระทั้งการทำ SEO เพื่อเพิ่มจำนวนคนเข้าถึงผ่านทาง Search Engine แต่ว่าการเพิ่มยอดขายนี้ผมจะไม่เน้นเท่าไหร่ เพราะว่าปกติการขายของของภรรยาผมเธอก็ทำได้ดีอยู่แล้ว

และนี้คือ 3 ข้อที่ผมจะทำต่อเนื่องในระยะเวลา 3 เดือนไปจนถึงปีใหม่ เมื่อถึงปีใหม่แล้วผมจะเขียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบอีกครั้งว่าผมได้ทำอะไรไปบ้าง และผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

เมื่อเจอทางตันจะทำอย่างไร

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้กำลังจะถึงทางตัน ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมเองเป็นคนที่มีความฝันว่าจะทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จให้ได้ และผมก็ลงมือทำมันเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ระบุว่าจะต้องใช้วิธีการใดเพื่อให้สำเร็จ เพราะผมจะทำทุกวิธีเพื่อที่จะทำให้สำเร็จให้ได้ ซึ่งความสำเร็จที่ผมตั้งเป้าไว้ก็คือการทำให้คนรอบข้างของผมมีความสุข

ผมจึงเริ่มทำโครงการต่าง ๆ ทั้งที่เป็นโครงการในสายงานที่ตัวเองทำงานประจำอยู่ หรือโครงการที่เราคิดว่ามันจะดี แต่สุดท้ายมันก็ล้มเหลว และสิ่งที่ผมได้รับจากการลงมือทำก็คือ เราก็จะเจอกับปัญหาต่าง เช่น การนำสินค้ามาขายแล้วมีคุณภาพที่ไม่มากพอ การทำระบบซื้อขายสินค้าที่ติดข้อจำกัดเรื่องการชำระเงิน การทำระบบติดตามรถที่ติดปัญหาเรื่องการติดตั้งอุปกรณ์เพราะยุ่งยากเกินไป การสกรีนเสื้อขายที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การทำงาน และอีกหลาย ๆ อย่าง และนี้ก็คือทางตันสำหรับแต่ละโครงการที่ผมทำ

ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมทำมาล้วนแล้วแต่ล้มเหลวจนทำให้ผมล้มเลิก จนมีความคิดหนึ่งแว๊ปเข้ามาในหัว “หรือว่ามันจะไม่ใช่ทางของเรา หรือว่าเราจะเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ” ไอ้ความรู้สึกนี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกเคว้งคว้างพอสมควร ทำให้ผมเก็บเอาเรื่องราวเหล่านี้ไปคิดจนถึงขั้นนอนไม่หลับเลยทีเดียว (เข้าใจเลยนะว่าคนคิดมากมันนอนไม่หลับ)

หลายวันที่ผมใช้เวลากับตัวเองถามตัวเองและตอบตัวเอง สรุปว่ามันได้คำตอบที่ไม่ค่อยเข้าใจ มันสับสนกับตัวเองไปหมด และในที่สุดผมก็เลยลองหยุดถามตัวเอง ทำตัวเองให้ว่าง (ก็ไม่ได้ทำโครงการอะไรระหว่างนี้) ลองใช้เวลากับสิ่งที่เคยทำแล้วมีความสุข เช่น การเล่นเกม ซึ่งความรู้สึกสนุกที่เคยมีกับเกมมันแทบจะไม่เหลือแล้ว ไม่เหมือนกับวัยเด็ก

ในขณะที่ผมยังสับสนกับตัวเองอยู่นั้นภรรยาของผมเธอช่างดีเหลือเกิน เธอทำงานหนักทำในสิ่งที่เธอเชื่อ แม้ว่าเธอจะทำโดยไม่มีแบบแผนแต่การกระทำของเธอนั้นช่างสุดยอดเหลือเกิน เท่านั้นแหละครับความคิดใหม่ก็เข้ามาทันที “ไอดอลอยู่ใกล้ ๆ ตัวเรา ทำไมเราไม่ทำอย่างเธอ”

ภรรยาของผมเธอทำสิ่งที่เธอทำโดยที่ไม่คิดถึงปัญหาเลย เพราะมีหลายครั้งที่ผมมองถึงปัญหาที่จะเจอผมก็วางแผนรับมือเอาไว้ให้เธอตลอด ซึ่งเราก็คอยดูอยู่ห่าง ๆ พอเธอติดปัญหาเราก็จะแก้ปัญหาด้วยกันได้เสมอ นั้นแหละครับสิ่งที่ต่างกันระหว่างภรรยาและผม “เธอทำโดยไม่ล้มเลิกแม้จะเจอปัญหา” แต่สำหรับผมเวลาเจอปัญหาใหญ่ผมก็จะล้มเลิกและไปหันหาโครงการใหม่ ๆ เสมอ

หลังจากที่ผมคิดได้อย่างนี้ผมก็เลยเริ่มถามพี่ชายของผม คนที่ผมคิดว่ามุมมองชีวิตเค้าดีที่สุดตามความคิดของผม เพราะความคิดของพี่ชายของผมมีหลักการ มีเหตุผล ไม่ใช่แค่การให้กำลังใจในด้านบวกอย่างเดียว คำที่พี่ชายผมบอกผมแม้จะเป็นคำง่าย ๆ อย่างคำว่า “คนที่เค้าประสบความสำเร็จเค้าก็ผ่านปัญหามามากมาย” ซึ่งเป็นคำที่ผมเองรู้ดีและหาอ่านเจอได้ตามอินเทอร์เน็ตทั่วไป แต่พอได้รับรู้คำนี้ผ่านที่ชายที่ผมรัก มันทำให้เรารู้สึกมีพลังอย่างบอกไม่ถูก พร้อมกันนั้นพี่ชายผมก็อธิบายอีกหลาย ๆ ที่พอจะจับใจความได้ว่า เวลาเจอปัญหาก็ค่อย ๆ แก้ ถ้าไม่ไหวก็หยุดพักเสียบ้าง (ตัวผมเป็นสายลุยชอบทำอะไรโดยไม่พัก ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของเรา)

จนตอนนี้ผมก็เริ่มคิดได้แล้วว่าไอ้สิ่งที่เราเคยทำและล้มเลิกมันไม่ใช่แค่ทางตันอย่างเดียว มันทำให้เรารู้ว่า แทนที่เราจะล้มเลิกเราควรจะหยุดพักให้หายเหนื่อย ช่วงเวลาแบบนี้แหละควรจะหยุดพักก่อน แล้วแล้วค่อยเริ่มขุดทางตันนั้นเพื่อสร้างทางของตัวเอง หรือว่าจริง ๆ ทางตันมันคือสัญญาณของความสำเร็จกันแน่