วิธีการเลือกบทสนทนาเพื่อการฝึกทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษ

วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเริ่มต้นการฝึกการฟังภาษาอังกฤษ โดยผมได้พยายามเปิดฟังคลิปบน Youtube ไปเรื่อย ๆ ทั้งที่ผมสนใจและไม่สนใจ และแน่นอนในการเริ่มฝึกการฟังวันแรกนั้นผมไม่สามารถฟังรู้เรื่องได้เลยว่าคนพูดเค้าต้องการจะสื่ออะไร จะรู้เรื่องบ้างก็แค่บางคำที่เราเคยได้ยินผ่านหูมาบ้าง ซึ่งล้วนแต่เป็นคำง่าย ๆ ทั้งสิ้น

จากการลองฟังบน Youtube หลายคลิป ทำให้ผมได้รู้ว่าการฝึกฟังบน Youtube นั้นไม่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดฟัง นั้นเพราะว่าหลาย ๆ คลิปบน Youtube นั้นไม่มี Subtitle นั่นหมายความว่าเราจะไม่รู้เลยว่าคนพูดนั้นพูดคำว่าอะไร ในกรณีที่เราฟังไม่ออก แต่ถ้าคลิปไหนมี Subtitle ก็ดีไปนะครับ การฟังไม่ใช่แค่ฟังผ่าน ๆ การฟังต้องฟังให้รู้นะครับว่าเค้าพูดคำว่าอะไร ถ้าเราไม่เคยได้ยินคำนั้น ๆ มาก่อนเราจะไม่รู้เลยว่าเค้าพูดว่าอะไร ดังนั้น Subtitle จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในช่วงเริ่มต้น

หลาย ๆ คลิปที่ผมฟังนั้นมักจะมีความยาวตั้งแต่ 5 นาที เป็นต้นไป ผมรู้สึกว่ามันนานจนเกินไป ซึ่งในความคิดผมสำหรับมือใหม่ที่ยังมีคลังคำศัพท์ไม่เยอะแบบผมไม่น่าที่จะเริ่มต้นด้วยการฟังความยาว 5 นาที ผมมองว่าเราควรจะเริ่มจากการฟังบทสนทนาที่ความยาว 1-2 นาทีไปก่อน พอเริ่มได้คำศัพท์มาก ๆ ค่อยขยับไปที่ระดับ 5 นาที

การเลือกเรื่องที่น่าสนใจเองก็มีผลอยู่เหมือนกัน เพราะบางทีถ้าเราตั้งใจะจะฝึกฟังอย่างเดียว แต่ดันไปฟังเรื่องที่เราไม่ได้สนใจ หรือเราไม่มีความรู้มาเลย จะทำให้เราไม่อยากฟัง เพราะไม่รู้ว่าจะฟังไปทำไมในเมื่อไม่สนใจ ดังนั้นควรเลือกเรื่องที่เราสนใจ จะทำให้เราฟังได้เข้าใจง่ายขึ้น และสามารถฝึกฝนได้นานขึ้น

ดังนั้นแล้วบทสนทนาที่เหมาะสำหรับคนเริ่มต้นคือ

  1. ต้องมี Subtitle ประกอบ
  2. มีความยาวประมาณ 1-2 นาที แต่ถ้ามีเวลามากพอจะฟังสัก 5 นาทีก็ได้
  3. เป็นเรื่องที่เราสนใจ

ส่วนวิธีการฝึกก็คือ

  1. ให้ฟังแบบปิด Subtitle ก่อน โดยฟังซ้ำไปซ้ำมาประมาณ 4-5 รอบ
  2. หลังจากนั้นให้เราจดคำที่เราได้ยินลงกระดาษ คำไหนฟังไม่ออกให้ว่างไว้
  3. เปิดฟังพร้อมกับตรวจสอบคำศัพท์ที่เราจดลงบนกระดาษ
  4. เปิด Subtitle พร้อมกับการฟังประมาณ 2-3 รอบ
  5. ตรวจสอบแก้ไขคำศัพท์ที่เราจดว่าถูกต้องหรือไม่
  6. คำที่เว้นว่างเอาไว้ หรือคำไหนที่เราไม่รู้จักให้ศึกษาเพิ่มเติม
  7. เขียนบทสนทนาให้ถูกต้องตาม Subtitle ให้หมด
  8. ฟังบทสนทนาพร้อมกับอ่านข้อความฉบับที่เราแก้ไขหมดแล้ว
  9. ฟังแบบไม่ต้องดู Subtitle และข้อความที่เราจดไว้

ค่อย ๆ ทำทุกวัน ทำไปเถอะไม่ต้องคิดมากเรื่องรู้เรื่องไม่รู้เรื่อง เพราะการฝึกฟังนั้นมันไม่สามารถฝึกให้ฟังเป็นได้ใน 1 วัน ค่อย ๆ ทำไป

แผนระยะสั้น 3 เดือน ก่อนจะปีใหม่

จากโพสที่แล้วผมได้เขียนเกี่ยวกับทางตันที่ผมกำลังเจอ และพอเริ่มหาคำตอบมันทำให้ผมได้พบว่าผมต้องการการพักผ่อนก่อนที่จะเริ่มทำโครงการอีกครั้ง และการพักผ่อนครั้งนี้ผมวางแผนเอาไว้ว่าจะพักเป็นเวลา 3 เดือน

ซึ่งถ้าผ่านระยะเวลา 3 เดือนนี้ไปก็จะเป็นปีใหม่พอดี จริง ๆ แล้วถ้าเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ไปจนถึงปีใหม่ก็น่าจะนานกว่า 3 เดือนนิดหน่อย เพราะวันที่ผมเริ่มทำการพักผ่อนคือวันที่ 13 กันยายน

คำว่าพักผ่อนของผมนั้นไม่ได้หมายความว่าไม่ทำอะไรเลย เพียงแต่ว่าผมพักโครงการที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จเอาไว้ก่อน แล้วผมก็จะทำอะไรอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับความสำเร็จ และสิ่งที่ผมวางแผนไว้ว่าจะทำในช่วงระยะเวลา 3 เดือนนี้ก็คือ

1. ลดน้ำหนัก

ตอนนี้ผมอ้วนมาก โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 88KG ซึ่งเป็นน้ำหนักที่เยอะที่สุดที่ผมเคยมีมา เพราะเมื่อก่อนผมเป็นคนตัวผอมจะหนักประมาณ 48-55KG เท่านั้น ดังนั้นแล้วนี้คือช่วงเวลาดี ๆ สำหรับ 3 เดือนที่จะใช้ลดน้ำหนัก โดยวิธีการของผมที่จะทำก็คือการควบคุมอาหาร และการออกกำลังกายเล็กน้อย เพราะอ้วนมากทำให้ออกกำลังกายหนัก ๆ แบบเมื่อก่อนไม่ได้

2. ฝึกภาษาอังกฤษ

หลายต่อหลายครั้งที่ผมพยายามฝึกภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็ลืมไปว่ากำลังฝึกภาษาอังกฤษอยู่เพราะมัวแต่ไปทำอย่างอื่น ครั้งนี้ผมไม่รู้นะว่าระยะเวลา 3 เดือนจะทำให้ผมพัฒนาภาษาอังกฤษได้เท่าไหร่ แต่ผมก็จะลองทำให้ดีที่สุด โดยสิ่งที่ผมจะทำคือเน้นไปที่การฟัง และการพูดประโยคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน **ผมจะพยายามทำมันทุกวันไม่ให้ขาด

3. ช่วยภรรยาเพิ่มยอดขายสินค้าออนไลน์

ในเมื่อโครงการต่าง ๆ ถูกหยุดไป 3 เดือน ผมก็จะพอมีเวลาที่จะช่วยแบ่งเบาภรรยา หรือนำความรู้ที่ผมมีมาช่วยเพิ่มยอดขายให้ภรรยา เช่น การลงโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ การจัดโปรโมชั่นที่ภรรยาผมไม่ค่อยถนัดนัก หรือแม้กระทั้งการทำ SEO เพื่อเพิ่มจำนวนคนเข้าถึงผ่านทาง Search Engine แต่ว่าการเพิ่มยอดขายนี้ผมจะไม่เน้นเท่าไหร่ เพราะว่าปกติการขายของของภรรยาผมเธอก็ทำได้ดีอยู่แล้ว

และนี้คือ 3 ข้อที่ผมจะทำต่อเนื่องในระยะเวลา 3 เดือนไปจนถึงปีใหม่ เมื่อถึงปีใหม่แล้วผมจะเขียนให้ท่านผู้อ่านได้ทราบอีกครั้งว่าผมได้ทำอะไรไปบ้าง และผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นอย่างไรบ้าง

เมื่อเจอทางตันจะทำอย่างไร

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ผมจะมาเล่าให้ฟังว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่นี้กำลังจะถึงทางตัน ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าผมเองเป็นคนที่มีความฝันว่าจะทำบางสิ่งบางอย่างให้สำเร็จให้ได้ และผมก็ลงมือทำมันเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้ระบุว่าจะต้องใช้วิธีการใดเพื่อให้สำเร็จ เพราะผมจะทำทุกวิธีเพื่อที่จะทำให้สำเร็จให้ได้ ซึ่งความสำเร็จที่ผมตั้งเป้าไว้ก็คือการทำให้คนรอบข้างของผมมีความสุข

ผมจึงเริ่มทำโครงการต่าง ๆ ทั้งที่เป็นโครงการในสายงานที่ตัวเองทำงานประจำอยู่ หรือโครงการที่เราคิดว่ามันจะดี แต่สุดท้ายมันก็ล้มเหลว และสิ่งที่ผมได้รับจากการลงมือทำก็คือ เราก็จะเจอกับปัญหาต่าง เช่น การนำสินค้ามาขายแล้วมีคุณภาพที่ไม่มากพอ การทำระบบซื้อขายสินค้าที่ติดข้อจำกัดเรื่องการชำระเงิน การทำระบบติดตามรถที่ติดปัญหาเรื่องการติดตั้งอุปกรณ์เพราะยุ่งยากเกินไป การสกรีนเสื้อขายที่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่การทำงาน และอีกหลาย ๆ อย่าง และนี้ก็คือทางตันสำหรับแต่ละโครงการที่ผมทำ

ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมทำมาล้วนแล้วแต่ล้มเหลวจนทำให้ผมล้มเลิก จนมีความคิดหนึ่งแว๊ปเข้ามาในหัว “หรือว่ามันจะไม่ใช่ทางของเรา หรือว่าเราจะเป็นคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ” ไอ้ความรู้สึกนี้แหละที่ทำให้ผมรู้สึกเคว้งคว้างพอสมควร ทำให้ผมเก็บเอาเรื่องราวเหล่านี้ไปคิดจนถึงขั้นนอนไม่หลับเลยทีเดียว (เข้าใจเลยนะว่าคนคิดมากมันนอนไม่หลับ)

หลายวันที่ผมใช้เวลากับตัวเองถามตัวเองและตอบตัวเอง สรุปว่ามันได้คำตอบที่ไม่ค่อยเข้าใจ มันสับสนกับตัวเองไปหมด และในที่สุดผมก็เลยลองหยุดถามตัวเอง ทำตัวเองให้ว่าง (ก็ไม่ได้ทำโครงการอะไรระหว่างนี้) ลองใช้เวลากับสิ่งที่เคยทำแล้วมีความสุข เช่น การเล่นเกม ซึ่งความรู้สึกสนุกที่เคยมีกับเกมมันแทบจะไม่เหลือแล้ว ไม่เหมือนกับวัยเด็ก

ในขณะที่ผมยังสับสนกับตัวเองอยู่นั้นภรรยาของผมเธอช่างดีเหลือเกิน เธอทำงานหนักทำในสิ่งที่เธอเชื่อ แม้ว่าเธอจะทำโดยไม่มีแบบแผนแต่การกระทำของเธอนั้นช่างสุดยอดเหลือเกิน เท่านั้นแหละครับความคิดใหม่ก็เข้ามาทันที “ไอดอลอยู่ใกล้ ๆ ตัวเรา ทำไมเราไม่ทำอย่างเธอ”

ภรรยาของผมเธอทำสิ่งที่เธอทำโดยที่ไม่คิดถึงปัญหาเลย เพราะมีหลายครั้งที่ผมมองถึงปัญหาที่จะเจอผมก็วางแผนรับมือเอาไว้ให้เธอตลอด ซึ่งเราก็คอยดูอยู่ห่าง ๆ พอเธอติดปัญหาเราก็จะแก้ปัญหาด้วยกันได้เสมอ นั้นแหละครับสิ่งที่ต่างกันระหว่างภรรยาและผม “เธอทำโดยไม่ล้มเลิกแม้จะเจอปัญหา” แต่สำหรับผมเวลาเจอปัญหาใหญ่ผมก็จะล้มเลิกและไปหันหาโครงการใหม่ ๆ เสมอ

หลังจากที่ผมคิดได้อย่างนี้ผมก็เลยเริ่มถามพี่ชายของผม คนที่ผมคิดว่ามุมมองชีวิตเค้าดีที่สุดตามความคิดของผม เพราะความคิดของพี่ชายของผมมีหลักการ มีเหตุผล ไม่ใช่แค่การให้กำลังใจในด้านบวกอย่างเดียว คำที่พี่ชายผมบอกผมแม้จะเป็นคำง่าย ๆ อย่างคำว่า “คนที่เค้าประสบความสำเร็จเค้าก็ผ่านปัญหามามากมาย” ซึ่งเป็นคำที่ผมเองรู้ดีและหาอ่านเจอได้ตามอินเทอร์เน็ตทั่วไป แต่พอได้รับรู้คำนี้ผ่านที่ชายที่ผมรัก มันทำให้เรารู้สึกมีพลังอย่างบอกไม่ถูก พร้อมกันนั้นพี่ชายผมก็อธิบายอีกหลาย ๆ ที่พอจะจับใจความได้ว่า เวลาเจอปัญหาก็ค่อย ๆ แก้ ถ้าไม่ไหวก็หยุดพักเสียบ้าง (ตัวผมเป็นสายลุยชอบทำอะไรโดยไม่พัก ตรงนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนของเรา)

จนตอนนี้ผมก็เริ่มคิดได้แล้วว่าไอ้สิ่งที่เราเคยทำและล้มเลิกมันไม่ใช่แค่ทางตันอย่างเดียว มันทำให้เรารู้ว่า แทนที่เราจะล้มเลิกเราควรจะหยุดพักให้หายเหนื่อย ช่วงเวลาแบบนี้แหละควรจะหยุดพักก่อน แล้วแล้วค่อยเริ่มขุดทางตันนั้นเพื่อสร้างทางของตัวเอง หรือว่าจริง ๆ ทางตันมันคือสัญญาณของความสำเร็จกันแน่

ลง Windows 10 แล้วเครื่องช้า แก้อย่างไร ?

ผมมีอาชีพรับจ้างเป็นนักเขียนโปรแกรม ชีวิตส่วนใหญ่ผมก็จะวนเวียนอยู่กับการใช้งานคอมพิวเตอร์ เวลาไปทำงานผมก็จะมี Laptop หนึ่งเครื่องเพื่อใช้ทำงาน และเมื่อทำงานเสร็จกลับมาบ้านผมก็จะใช้ Laptop ตัวนี้ทำงานที่บ้านและเล่นสื่อบันเทิงต่าง ๆ

ครั้นจะใช้ Laptop ที่ใช้ทำงานมาเล่นสื่อบันเทิงทุกอย่าง (แนวชมพูด้วย) อาจจะไม่เหมาะสม เพราะเดี๋ยวเวลาเรานำเสนองานอาจจะเผลอไปเปิดสื่อเหล่านีัได้ ผมเลยตัดสินใจที่จะฟื้นคืนชีพ PC ที่มีอายุกว่า 7-8 ปีที่ผมเคยใช้งานจนเสียและปล่อยมันไว้อย่างนั้น เพื่อมาใช้งานเวลาที่อยู่บ้าน

ไม่รอช้าครับผมติดตั้ง Windows10 แล้วเข้าใช้งานทันที สิ่งที่พบก็คือว่า พอเข้าไปแล้วรู้สึกได้เลยถึงความหน่วงของระบบปฏิบัติการ ทำให้การทำงานของผมไม่ราบรื่นเอาเสียเลย ผมจึงพยายามหาทางแก้ด้วยวิธีการต่าง ๆ

เปลี่ยน HDD เป็นแบบ SSD

เดิมทีเครื่อง PC ของผมนั้นยังใช้ HDD แบบจานหมุนอยู่ซึ่งผมคิดว่ามันจะช้าเกินไปซึ่งเป็นผลต่อเนื่องทำให้ระบบปฏิบัติการทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ผมไม่รีรอรีบเดินทางไปที่ร้าน JIB เพื่อซื้อ HDD แบบ SSD ทันที โดยตัวที่ผมได้เลือกใช้นั้นคือ GALAX GAMER SSDL240G เหตุผลที่เลือกเพราะว่า ผมต้องการเอามาเป็น Drive C: ซึ่งเอาไว้ติดตั้ง Windows และความจุขนาด 240GB นั้นเพียงพอสำหรับผม และอีกเหตุผลคือราคาถูกมากครับ เพียง 1,990 บาท เท่านั้น

หลังจากที่ผมได้ SSD มาแล้วผมก็จัดแจงติดตั้ง Windows 10 และเข้าใช้งานระบบปฏิบัติการทันที สิ่งที่พบคือเครื่อง PC ของผมสามารถทำงานได้อย่างไหลลื่นทีเดียว นั่นเป็นไปได้ว่าที่ระบบปฏิบัตการทำงานได้ช้ามาจากปัญหา HDD

**แต่หลังจากใช้ไปสักพัก ระบบปฏิบัติการที่ผมใช้ก็มีอาการช้าบ้าง เร็วบ้าง จนผมต้องลองวัดค่าความเร็วของ CPU ที่ผมใช้งานว่าสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพหรือเปล่า โดย CPU ที่ผมใช้จะต้องมีความเร็วโดยประมาณที่ 3.3GHz แต่สิ่งที่ผมพบก็คือ การทำงานของ CPU ผมแกว่งไปมาตั้งแต่ 0.9-2.7GHz

แก้ปัญหาความเร็ว CPU แกว่ง

ด้วยความที่ CPU ที่ผมใช้งานนั้นเป็นค่าย AMD ผมจึงตัดสินใจ Overclock โดยการดาวน์โหลด Overdrive มาและจัดการเพิ่มตัวคูณของ CPU เข้าไปที่ระดับ x18 ทำให้ความเร็วที่ผมได้อยู่ที่ช่วง 3.7GHz ซึ่งผมคิดว่าเพียงพอแล้วสำหรับการใช้งาน

แต่สิ่งที่พบก็คืออาการ CPU แกว่งยังคงอยู่เหมือนเดิม ผมเลยลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมและได้พบข้อมูลว่า ให้ลองไปจัดการกับระบบ Processor power management ของ Windows ดู ผมก็ลองปรับ Minimum processor state และ Maximum processor state เป็น 100% ผลที่ได้คืออาการแกว่งน้อยลงมาก (แต่ไม่หาย)

สุดท้ายสิ่งที่ผมทำมาก็เพียงพอให้ผมสามารถใช้เครื่อง PC ทำงานที่บ้านได้ แม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แต่ผมก็พอใจกับเครื่องพิวเตอร์ที่มีอายุกว่า 7-8 ปี

เริ่มต้นใหม่ครั้งที่ 74,397 ลดกดดันลดระเบียบแล้วสู้

หากมีคนที่ติดตามผมอยู่บ้างจะพบว่ามีหลายครั้งที่ผมต้องเขียนบลอกพร้อมกับหัวเรื่องประมาณว่า “เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง”, “ผมกลับมาแล้ว”, “ได้เวลาสู้อีกครั้ง” หัวข้อประมาณนี้อยู่บ่อย ๆ ที่เป็นแบบนี้ไม่ใช่ว่าเพราะอะไรนะครับนั่นก็เพราะว่าไอ้สิ่งที่ผมทำไปในตอนนั้น ๆ มัน FAIL นั่นเองครับ

แต่สำหรับทุกครั้งที่เราล้มเหลวเราก็จะได้อะไรกลับมาเสมอ และครั้งนี้ผมก็ได้พบว่า การที่เรากดดันตัวเองและทำตัวให้เป็นระเบียบจนเกินไป ทำให้เราไม่สามารถไปต่อได้ และนี่คือประสบการณ์ที่ผมได้รับในการล้มเหลวครั้งนี้

ผมคิดว่าการตั้งเป้าให้สูงแล้วจะช่วยผลักดันตัวเอง และการทำงานอย่างมีระบบระเบียบจะช่วยให้งานเราสำเร็จได้ และผมเป็นคนเคร่งจัดทำให้ความเข้มข้นในความคิดอาจจะสูงกว่าคนอื่น ซึ่งตอนนี้ผมพิสูจน์แล้วว่าสำหรับผมการทำแบบนี้มันคือการล้มเหลว แต่สำหรับท่านอื่น ๆ ลองดูก่อนนะครับ เพราะแต่ละคนไม่เหมือนกัน สำหรับวิธีแก้ของผมก็คือการลดความเข้มข้นนี้ลงมา

สำหรับโพสนี้เขียนเพื่อเป็นจุดแห่งการเริ่มต้นใหม่ พร้อมกับการบอกตัวเองว่าอย่ากดดันตัวเองจนมากเกินไป เป้าหมายตั้งสูงได้แต่อย่าคาดหวังมากเกินไป ทำงานเป็นระบบระเบียบอ่ะดีอยู่แล้ว แต่บางทีก็หย่อน ๆ บ้างก็ได้ เพราะทั้งหมดนั้นจะทำให้เกิดความกดดันที่สุดท้ายมันพร้อมจะระเบิดและส่งผลให้พบกับความล้มเหลว

เวลาที่เจอปัญหาหรือเจอความกดดันหนัก ๆ ให้เราค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำ แล้วค่อย ๆ แก้ ถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว มองปัญหาให้รอบ ๆ จะได้เห็นภาพรวมและแนวทางในการก้าวต่อไป

เอาหล่ะ ผลเริ่มต้นใหม่ด้วยการเขียนโพสนี้นั่นเอง Fight!!!!!